วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้า Server เรา แจ้งมาที่ Line ( For Linux Server )

แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้า Server เรา แจ้งมาที่ Line ( For Linux Server )

คู่มือสอนติดตั้งระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์ เมื่อ มีบุคคล Remote ไปยัง Server ของเรา ได้
ผ่านระบบไลน์  ได้ทั้ง Line Group and Line Personal
ในนี้จะสอนกับระบบ Linux CentOS7


สำหรับท่านที่ยังไม่ได้มีบัญชี Line Notify ให้ไปสมัครได้ที่นี้

https://notify-bot.line.me  โดย Login ผ่าน Line Account  ที่ลงทะเบียนด้วย E-Mail เท่านั้น

หลังจากLogin แล้วจะได้ Line Token


====== Login Server by CentOS7 ===

[root@localhost ssh]# vi /root/.bash_profile
i: insert
# .bash_profile



# Get the aliases and functions
if [ -f ~/.bashrc ]; then
        . ~/.bashrc
fi



# User specific environment and startup programs
curl -X POST -H 'Authorization: Bearer LINE-TOKENของเราครับ' -F 'message=ข้อความที่ต้องการให้ส่ง' https://notify-api.line.me/api/notify



PATH=$PATH:$HOME/bin
export PATH
:wq
[root@localhost ssh]#


วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การตรวจสอบสิทธิ โดยใช้โปรแกรม HIS ต่าง ๆ

การตรวจสอบสิทธิ โดยใช้โปรแกรม HIS ต่าง ๆ

แนวทางการตรวจสอบสิทธิ โดยใช้โปรแกรม HIS ต่าง เช่น HOSXP,HOSXP_PCU, HOSPITALOS, JHCIS เป็นต้น

1.เปิดใช้งานโปรแกรม UC Authentication โดย login โปรแกรมด้วย PIN Code ของบัตร smart card


2.หลังจากเข้าโปรแกรมแล้วท่านจะได้ Username และ Password เพื่อเข้าใช้งานโปรแกรม HIS ดังกล่าวมาข้างต้น โดย
- Username จากเดิมอยู่ในรูปแบบของ Chkxxx เปลี่ยนมาใช้เลขประจำตัวประชาชนของบัตรที่ใช้ในการ login โปรแกรมในข้อ 1.
- Password จากเดิม เปลี่ยนมาใช้รหัสสำหรับเข้าใช้งาน Web Service(Token ID) ในกรอบสี่เหลี่ยมบรรทัดสุดท้ายที่แสดงในโปรแกรม UC Authentication 4.x


หมายเหตุ
- รหัสสำหรับเข้างาน Web Service (Token ID) จะมีอายุ 24 ชั่วโมงหลังจากทำการ Login ด้วย PIN Code แล้ว หากมีการปิดโปรแกรมแล้ว Login อีกครั้ง Token ID เดิมจะหมดอายุลงทันที
- PIN Code ของบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด สามารถขอได้ด้วยตัวเองที่ สำนักทะเบียนราษฎร์ทั่วประเทศ ซึ่ง PIN Code ดังกล่าวไม่สามารถออกได้โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- สิทธิในการเข้าใช้งานสามารถขอได้ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเขตของท่าน โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการขอสิทธิการใช้งานได้ที่
http://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-information_detail.aspx?ContentID=NjAwMDAwMTEz
Cr. http://itmaungchan.blogspot.com/2017/02/his.html

ว่าด้วยเรื่อง LABTEST 22 กุมภาพันธ์ 2560

ปรับแก้ไขรหัสมาตรฐานการตรวจ LABFU จาก 2 หลักเป็น 7 หลัก จาก ฟิลด์ LABTEST
เงื่อนไขในการส่งออกข้อมูลแฟ้ม LABFU 







 ในส่วน HOSXP เวอร์ชั่น โรงพยาบาล สามารถ อัพเวอร์ชั่น 3.59.12.30 จะมีการปรับตาราง LABFU ใช้รหัส 7 หลักเอง



และในส่วน ของ HOSXP_PCU ที่ยังไม่สามารถอัพเวอร์ชั่นได้ คงจะต้องใช้โปรแกรม อ.รังสรรค์ ในการปรับข้อมูลส่ง ศึกษาได้จาก YOUTUBE ลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ CR. Phrankratai HealthOffice




การใช้โปรแกรม OPPP2010 for 43file 2560 Version 5.030 (2560-01-05) แปลง LABTEST 2 หลัก เป็น 7 หลัก



วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ชื่อตารางที่เกี่ยวข้องกับ Vaccine Hosxp

ชื่อตารางที่เกี่ยวข้องกับ Vaccine

person_vaccine  วัคซีน รวม
anc_service  บัญชี 2
wbc_vaccine  บัญชี 3
epi_vaccine  บัญชี 4
student_vaccine  บัญชี 5
women_vaccine  บัญชี 6

*** ปล. วัคซีนทุกตัวในบัญชี ต้องมีในตาราง person_vaccine 


2.ตาราง person_vaccine
ฟิล์ด vaccine_code  ต้องตรงกับ baby_item.vaccine_code หรือเปล่าครับ         >> ถูกต้อง

ฟิล์ด vaccine_group เราต้องกำหนดเองหรือเปล่า มีหลักเกณฑ์ไหมครับ    >>  ถูกต้องคะ กำหนดเอง เพื่อระบุว่าเป็น วัคซีนกลุ่มเดียวกันคะ เช่น วัคซีน DTP1 ,DTP2   มันแยกเป็นเข็ม แต่จริงๆ แล้วมันคือวัคซีนตัวเดียวกัน ดังนั้นตัวที่จะกำหนดให้รู้นั้นจะต้องกำหนดที่ vaccine_group  ผลจากการกำหนด vaccine_group จะไปปรากฏที่ข้อมูลวัคซีน ในโปรแกรม เพื่อระบุ  lot ที่ได้รับ และวันหมดอายุของวัคซีน

ฟิล์ด export_vaccine_code อันนี้น่าจะสำคัญ เราเอา code เหล่านี้มาจากไหนครับ...
>> ให้เข้ามาที่ link นี้นะคะ  http://healthcaredata.moph.go.th/main/
 >>แล้วดาวโหลด " [final] รหัสมาตรฐานเพิ่มเติมที่ใช้ใน 43 แฟ้ม"    

 >> จากนั้นหา ไฟล์ที่ชื่อ "รหัสชนิดวัคซีน (แฟ้ม EPI)"  

ที่มา http://hosxp.net/index.php?option=com_smf&Itemid=28&topic=20939.0
ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=babylovely&month=07-2012&date=16&group=21&gblog=26

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

Command line สำหรับตรวจสอบข้อมูลการติดตั้ง Windows..

Command line สำหรับตรวจสอบข้อมูลการติดตั้ง Windows..

รู้ไหม คุณลงวินโดว์ เมื่อไหร่?....

คำสั่ง Command line สำหรับตรวจสอบข้อมูลการติดตั้ง Windows.....

systeminfo|find/I"install date"

ลองไปใช้กันดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเครื่องคุณติดตั้ง วินโดว์ ตั้งแต่เมื่อไหร่


วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มาทดสอบ Bandwidth บนระบบเครือข่ายกันเถอะ (for windows)

สืบเนื่องจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559  พี่ช่างที่ทำงานชุมสายโทรศัพท์ขอปรึกษาการทดสอบความเร็วของสัญญาณของสายแลนที่เป็น CAT6 และ CAT5E มันเช็คกันยังไง เลยได้ไขข้อข้องใจและนำมาเป็นความรู้เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้นำไปทดลองหรือไปใช้งานดูนะครับ


1. ดาวน์โหลดโปรแกรม iperf (เลือกได้ตามใจชอบเลยตัวนี้ต้องใช้คำสั่งในโหมด DOS นะครับ)
2. ที่ฝั่งเครื่อง Server รันคำสั่ง #iperf -s
3. ที่ฝั่ง Client รันคำสั่ง #iperf -c 192.168.1.101 (หมายเลข IP Address ของฝั่ง Server)
ตัวอย่าง คำสั่งที่ใช้
#iperf -c 192.168.1.101 -i1 -w64k -t 60 -d
-c 192.168.1.1 (ตามด้วยหมายเลข IP Address ของเครื่อง Server)
-i1 (Set ช่วงเวลา Update ใน report ทุก 1 วินาที)
-w64k (Set TCP Window size ขนาด 64 K)
-t 60 (Set time ให้ทำการทดสอบเป็นเวลา 60 วินาที)
-d (Dual Test ทำการส่งข้อมูลทั้งขาไปและขากลับ แบบ full-duplex)
* หรือสามารถใส่ iperf –help เพื่อดู parameter อื่นๆ ได้ครับ

การทดสอบขนาด bandwidth ด้วยคำสั่ง jperf (โหมด Windows)


  การทดสอบขนาด Bandwidth ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม Jperf เพื่อหาความเร็วในการการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ตามรูป




 1. ให้ไป Download โปรแกรม jperf มาก่อน โหลดได้ที่นี้    ftp://ftp.psu.ac.th/pub/jperf/jperf-2.0.2.zip   หรือ http://code.google.com/p/xjperf/downloads/list.

2. ให้ไป Download โปรแกรม java runtime  ที่นี้   ftp://ftp.psu.ac.th/pub/java/jre-6u18-windows-i586.exe  หรือ http://www.java.com
3. ให้ทำการติดตั้ง java runtime  ทั้งเครื่อง Server และ client ด้วย
4. ให้แตก zip   ไฟล์ jperf-2.0.2.zip  ออกมา ทั้งเครื่อง Server และ client
5. ให้ run ไฟล์ jperf.bat ทั้งเครื่อง Server และ client
6. ให้ตั้งค่าที่เครื่อง server ตามนี้

7. เมื่อได้ตามนี้แล้วให้คลิก Run Ipref ได้เลย
8.  ให้ตั้งค่าที่เครื่อง client ตามนี้  โดยให้นำ Ip Address ของเครื่อง server มาใส่ด้วยสมมุติ ip address ของ server เป็น 192.168.9.234   ส่วนในช่อง Tramsmit ให้ใส่จำนวนเวลาที่ต้องการส่งข้อมูลเข้าไปโดยหน่วยเป็นวินาที

 

9. เมื่อได้ตามนี้แล้วให้คลิก Run Ipref ได้เลย
10.  เมื่อ run ทั้ง server และ client เป็นที่เรียบร้อยแล้วจะเห็นเส้นกราฟปรากฏขึ้นทั้งฝั่ง Server และ Cilent ด้วย ซึ่งจะบอกเป็นความเป็นในการรับส่งข้อมูล กิโลบิตต่อวินาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

Cr.http://attasit.ptl.ac.th/Jml/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=27,https://noc.rmutp.ac.th/iperf/

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การใช้คำสั่ง join แสดงข้อมูล จาก 2 ฐานข้อมูล สำหรับ mysql


การใช้คำสั่ง join ของภาษา sql เพื่อแสดงข้อมูลนั้น ถือว่าเป็นคำสั่งที่ช่วยให้นักพัฒนาระบบสามารถเรียบเรียงข้อมูล
จากหลาย ๆ ตารางที่มีความสัมพันธ์กันมาแสดงร่วมกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการใช้ select ข้อมูล
มาแสดงอย่างซ้ำซ้อนลงไปได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นและมีความจำเป็นที่ต้องใช้การ join ข้อมูลจากหลาย ๆ ตารางนั้น
ก็มีมากมายแตกต่างกันไป แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนจะยกเป็นตัวอย่างในกรณีนี้คือ
การแสดงชื่อพนักงานและนามสกุลพนักงานจากแหล่งฐานข้อมูล 2 แหล่ง
โดยฐานข้อมูลแรกจะเก็บรายชื่อของพนักงาน และฐานข้อมูลตัวที่ 2 จะเก็บนามสกุลของพนักงานเอาไว้
แต่ต้องการทำรายงานที่ต้องแสดงทั้งชื่อและนามสกุลของพนักงานออกมา
อาจจะต้องใช้การ join ข้อมูลจาก 2 ฐานข้อมูลมาช่วยดังนี้
ฐานข้อมูลที่ 1
CREATE DATABASE `db1`
มี 1 ตาราง
CREATE TABLE `tb1` (
`id`  int(1) NULL ,
`name`  varchar(255) NULL ,
PRIMARY KEY (`id`)
)
;
ฐานข้อมูลที่ 2
CREATE DATABASE `db2`
มี 1 ตาราง
CREATE TABLE `tb2` (
`id`  int(1) NULL ,
`surname`  varchar(255) NULL ,
PRIMARY KEY (`id`)
)
;
โดยตาราง tb1 บน db1 และ tb2 บน db2 มีฟิลด์ id เป็นคีย์สำหรับเชื่อมโยงความสัมพันธ์กัน
แสดงข้อมูลใน tb1

แสดงข้อมูลใน tb2

ใช้การแสดงข้อมูลแบบ join ข้อมูลจาก 2 ฐานข้อมูล
SELECT
db1.tb1.`name`,
db2.tb2.surname
FROM
db1.tb1
INNER JOIN db2.tb2 ON db1.tb1.id = db2.tb2.id
แสดงผลข้อมูล