แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ server แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ server แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้า Server เรา แจ้งมาที่ Line ( For Linux Server )

แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้า Server เรา แจ้งมาที่ Line ( For Linux Server )

คู่มือสอนติดตั้งระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์ เมื่อ มีบุคคล Remote ไปยัง Server ของเรา ได้
ผ่านระบบไลน์  ได้ทั้ง Line Group and Line Personal
ในนี้จะสอนกับระบบ Linux CentOS7


สำหรับท่านที่ยังไม่ได้มีบัญชี Line Notify ให้ไปสมัครได้ที่นี้

https://notify-bot.line.me  โดย Login ผ่าน Line Account  ที่ลงทะเบียนด้วย E-Mail เท่านั้น

หลังจากLogin แล้วจะได้ Line Token


====== Login Server by CentOS7 ===

[root@localhost ssh]# vi /root/.bash_profile
i: insert
# .bash_profile



# Get the aliases and functions
if [ -f ~/.bashrc ]; then
        . ~/.bashrc
fi



# User specific environment and startup programs
curl -X POST -H 'Authorization: Bearer LINE-TOKENของเราครับ' -F 'message=ข้อความที่ต้องการให้ส่ง' https://notify-api.line.me/api/notify



PATH=$PATH:$HOME/bin
export PATH
:wq
[root@localhost ssh]#


วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มาทดสอบ Bandwidth บนระบบเครือข่ายกันเถอะ (for windows)

สืบเนื่องจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559  พี่ช่างที่ทำงานชุมสายโทรศัพท์ขอปรึกษาการทดสอบความเร็วของสัญญาณของสายแลนที่เป็น CAT6 และ CAT5E มันเช็คกันยังไง เลยได้ไขข้อข้องใจและนำมาเป็นความรู้เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้นำไปทดลองหรือไปใช้งานดูนะครับ


1. ดาวน์โหลดโปรแกรม iperf (เลือกได้ตามใจชอบเลยตัวนี้ต้องใช้คำสั่งในโหมด DOS นะครับ)
2. ที่ฝั่งเครื่อง Server รันคำสั่ง #iperf -s
3. ที่ฝั่ง Client รันคำสั่ง #iperf -c 192.168.1.101 (หมายเลข IP Address ของฝั่ง Server)
ตัวอย่าง คำสั่งที่ใช้
#iperf -c 192.168.1.101 -i1 -w64k -t 60 -d
-c 192.168.1.1 (ตามด้วยหมายเลข IP Address ของเครื่อง Server)
-i1 (Set ช่วงเวลา Update ใน report ทุก 1 วินาที)
-w64k (Set TCP Window size ขนาด 64 K)
-t 60 (Set time ให้ทำการทดสอบเป็นเวลา 60 วินาที)
-d (Dual Test ทำการส่งข้อมูลทั้งขาไปและขากลับ แบบ full-duplex)
* หรือสามารถใส่ iperf –help เพื่อดู parameter อื่นๆ ได้ครับ

การทดสอบขนาด bandwidth ด้วยคำสั่ง jperf (โหมด Windows)


  การทดสอบขนาด Bandwidth ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม Jperf เพื่อหาความเร็วในการการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ตามรูป




 1. ให้ไป Download โปรแกรม jperf มาก่อน โหลดได้ที่นี้    ftp://ftp.psu.ac.th/pub/jperf/jperf-2.0.2.zip   หรือ http://code.google.com/p/xjperf/downloads/list.

2. ให้ไป Download โปรแกรม java runtime  ที่นี้   ftp://ftp.psu.ac.th/pub/java/jre-6u18-windows-i586.exe  หรือ http://www.java.com
3. ให้ทำการติดตั้ง java runtime  ทั้งเครื่อง Server และ client ด้วย
4. ให้แตก zip   ไฟล์ jperf-2.0.2.zip  ออกมา ทั้งเครื่อง Server และ client
5. ให้ run ไฟล์ jperf.bat ทั้งเครื่อง Server และ client
6. ให้ตั้งค่าที่เครื่อง server ตามนี้

7. เมื่อได้ตามนี้แล้วให้คลิก Run Ipref ได้เลย
8.  ให้ตั้งค่าที่เครื่อง client ตามนี้  โดยให้นำ Ip Address ของเครื่อง server มาใส่ด้วยสมมุติ ip address ของ server เป็น 192.168.9.234   ส่วนในช่อง Tramsmit ให้ใส่จำนวนเวลาที่ต้องการส่งข้อมูลเข้าไปโดยหน่วยเป็นวินาที

 

9. เมื่อได้ตามนี้แล้วให้คลิก Run Ipref ได้เลย
10.  เมื่อ run ทั้ง server และ client เป็นที่เรียบร้อยแล้วจะเห็นเส้นกราฟปรากฏขึ้นทั้งฝั่ง Server และ Cilent ด้วย ซึ่งจะบอกเป็นความเป็นในการรับส่งข้อมูล กิโลบิตต่อวินาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

Cr.http://attasit.ptl.ac.th/Jml/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=27,https://noc.rmutp.ac.th/iperf/

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องใช้ RAID cr:http://www.serverprothai.com/

ทำไมต้องใช้ RAID


RAID ใครว่าไม่สำคัญ : อันดับแรกเลยก่อนที่จะทำความรู้จักกับ RAID เรามาทำความเข้าใจกับความสำคัญของข้อมูลกันก่อนดีกว่า เรื่องการเลือกซื้อ Server ผมว่าสามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่หลังจากซื้อ Server แล้วการใช้งานทั่วไปคงไม่ได้ยุ่งยากอะไร ที่แน่ๆ ลองถามตัวเองดูก่อนว่าถ้า ข้อมูลศูนย์หายคุณซีเรียสไหม ถ้าตอบว่าไม่ RAID ไม่จำเป็นครับ Harddisk เสียเมื่อไหร่ เปลี่ยน Harddisk แล้วทำใหม่ก็ได้ เสียเวลาทำโปรแกรมใหม่นิดหน่อยไม่เป็นไร แต่ถ้าคำตอบเป็นซีเรียสครับข้อมูลของเราสำคัญ หายไม่ได้ เสียไม่ได้ ใช้งานอยู่เป็นประจำ คุณต้องใช้ RAID แล้วละครับ

raid
  • จุดประสงค์ของการทำ RAID


RAID คือการที่เราใช้ Harddisk มากกว่า 1 ลูกในการเก็บข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อป้องกันเวลาที่ Harddisk เสีย เรายังมีข้อมูลอยู่ใน Harddisk ลูกอื่นอยู่ แต่เนื่องจาก RAID มีหลายแบบเราจะเลือกแบบไหน ลองดูรายละเอียดนี้ครับ
RAID-0
  • RAID-0 คือการรวม Harddisk หลายๆลูกให้มองเห็นเป็นลูกเดียว
    • เช่นมี Harddisk 2x1TB เมื่อทำ RAID-0 แล้วครื่องจะมองเห็นเป็น 2TB 
    • RAID-0 ป้องกันข้อมูลศูนย์หายไม่ได้นะครับ คิดจะทำ RAID ไม่ควรใช้ RAID-0 ครับ ยกเว้นต้องการรวม Harddisk หลายๆลูกให้เป็นลูกเดียวเพื่อเหตุผลในการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลให้เป็น Drive เดียวกัน
RAID-1
  • RAID-1 คือมี Harddisk 2 ลูก เสียได้ครั้งละ 1 ลูก
    • มีการเขียนข้อมูลบันทึกไว้ลูกละเท่าๆกัน
    • ถ้า Harddisk ลูกที่ 1 เสีย ระบบยังคงทำงานอยู่ได้ด้วย Harddisk ลูกที่ 2 
    • พื้นที่ในการใช้งานข้อมูลคือ 50% 
    • เมื่อเปลี่ยน Harddisk ลูกที่ เสียแล้วระบบจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม คือมีข้อมูลที่เหมือนกันของ Harddisk ทั้งสองลูก
RAID-5
  • RAID-5 คือมี Harddisk มากกว่า 3  ลูก เสียได้ครั้งละ 1 ลูก
    • มีการเขียนข้อมูลกระจายอยู่ใน Harddisk ทั้งหมด และมีชุดข้อมูลสำรองกระจายอยู่ด้วย
    • ถ้า Harddisk ลูกใดลูกหนึ่งเสีย ระบบยังคงทำงานอยู่ได้ด้วย Harddisk ลูกที่เหลือ
    • พื้นที่ในการใช้งานข้อมูลคือ จำนวน Harddisk ทั้งหมด ลบด้วยพื้นที่ Harddisk 1 ลูก
    • เช่น มี Harddisk 3x1TB จะใช้พื้นที่ได้ 2TB (พื้นที่ก่อน Format และ ค่า Parity ของ RAID)
    • RAID-5 สามารถรองรับการเสียของ Harddisk ได้ครั้งละ 1 ลูก
    • เมื่อเปลี่ยน Harddisk ลูกที่ เสียแล้วระบบจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม 

คงพอทราบกันแล้วนะครับว่า RAID มีเอาไว้ทำอะไร ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ส่วน RAID ยังมีอีกหลายแบบ ที่ยังไม่ได้เขียนถึงนะครับ เอาไว้รวบรวมเป็นข้อมูลเฉพาะเรื่อง RAID ต่างหากเลยแล้วกัน
สรุปโดยรวมคือ คุณจะใช้ RAID เมื่อข้อมูลของคุณมีความสำคัญ เสียหายหรือศูนย์หายไม่ได้ ส่วนเรื่องจะใช้ RAID อะไรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงานแต่ละประเภท เลือกให้เหมาะกับการใช้งานนะครับ