แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SQL แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SQL แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การใช้คำสั่ง join แสดงข้อมูล จาก 2 ฐานข้อมูล สำหรับ mysql


การใช้คำสั่ง join ของภาษา sql เพื่อแสดงข้อมูลนั้น ถือว่าเป็นคำสั่งที่ช่วยให้นักพัฒนาระบบสามารถเรียบเรียงข้อมูล
จากหลาย ๆ ตารางที่มีความสัมพันธ์กันมาแสดงร่วมกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการใช้ select ข้อมูล
มาแสดงอย่างซ้ำซ้อนลงไปได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นและมีความจำเป็นที่ต้องใช้การ join ข้อมูลจากหลาย ๆ ตารางนั้น
ก็มีมากมายแตกต่างกันไป แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนจะยกเป็นตัวอย่างในกรณีนี้คือ
การแสดงชื่อพนักงานและนามสกุลพนักงานจากแหล่งฐานข้อมูล 2 แหล่ง
โดยฐานข้อมูลแรกจะเก็บรายชื่อของพนักงาน และฐานข้อมูลตัวที่ 2 จะเก็บนามสกุลของพนักงานเอาไว้
แต่ต้องการทำรายงานที่ต้องแสดงทั้งชื่อและนามสกุลของพนักงานออกมา
อาจจะต้องใช้การ join ข้อมูลจาก 2 ฐานข้อมูลมาช่วยดังนี้
ฐานข้อมูลที่ 1
CREATE DATABASE `db1`
มี 1 ตาราง
CREATE TABLE `tb1` (
`id`  int(1) NULL ,
`name`  varchar(255) NULL ,
PRIMARY KEY (`id`)
)
;
ฐานข้อมูลที่ 2
CREATE DATABASE `db2`
มี 1 ตาราง
CREATE TABLE `tb2` (
`id`  int(1) NULL ,
`surname`  varchar(255) NULL ,
PRIMARY KEY (`id`)
)
;
โดยตาราง tb1 บน db1 และ tb2 บน db2 มีฟิลด์ id เป็นคีย์สำหรับเชื่อมโยงความสัมพันธ์กัน
แสดงข้อมูลใน tb1

แสดงข้อมูลใน tb2

ใช้การแสดงข้อมูลแบบ join ข้อมูลจาก 2 ฐานข้อมูล
SELECT
db1.tb1.`name`,
db2.tb2.surname
FROM
db1.tb1
INNER JOIN db2.tb2 ON db1.tb1.id = db2.tb2.id
แสดงผลข้อมูล

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คำสั่ง SQL เบื้องต้น

คำสั่ง SQL เบื้องต้น by natsu

ก่อนอื่นต้องบอกเลยครับว่ามันไม่ได้ดีมากนักสำหรับหน้าเวปนี้เพราะผมอ่านหนังสือและสรุปอย่างคร่าวๆ แล้วรูปแบบมันอาจจะเพี้ยนๆ เพราะผมเขียนใน PAGE แล้วเอา COPY and PASTE ลงเล้ย แบบไม่แก้ไขอันใด tab มั่วไปหมด ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยครับ

ภาษา SQL นั้นไม่เป็น case sensitive (ตัวเล็ก ตัวใหญ่มีค่าเท่ากัน) และในแต่ละคำสั่งจะถูกปิดด้วย ; (semi-colon) 


(วิธีการลง SQL ใน Window7 : http://natsusencho.blogspot.com/2012/07/mysql-window7.html)

มาเริ่มกันเลย
การเข้าใช้ให้เราเปิด cmd ขึ้นมาและ
$ mysql -u root -p
จากนั้นใส่ password ลงไป
จะเข้าสู่การใช้ 

mysql > (เราจะพิมพ์คำสั่งต่างๆลงไป)

ถ้าต้องการออกใช้
mysql > quit
mysql > show databases; แสดง  databases ทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น

mysql > use <ชื่อ database> เป็นการเข้าใช้ database นั้นๆ
mysql > SELECT database(); ดู database ที่เรากำลังใช้อยู่
mysql > show tables; แสดงตารางทั้งหมดที่เราสร้างขึ้นใน database ที่ use

สร้าง DATABASE
mysql > create database  <ชื่อdatabase>;
เช่น create database world;


สร้าง table
mysql > create table <ชื่อtable> (<ชื่อข้อมูล> <ชนิดข้อมูล>, ... );
เช่น create table human (name VARCHAR(20), birth DATE, sex CHAR(1));
ชนิดข้อมูล เช่น
VARCHAR(n) - ข้อมูลชนิด string เก็บแบบ linked list เหมาะสมกับข้อมูลที่มีความยาวที่ไม่แน่นอน
CHAR(n) - ข้อมูลชนิด string เก็บแบบ array เหมาะสมกับข้อมูลที่มีความยาวที่แน่นอน
INT - จำนวนเต็ม
DATE - ข้อมูลชนิดพิเศษของ SQL ใช้เก็บวันที่ มีรูปแบบเป็น YYYY-MM-DD
ดูชื่อและชนิดข้อมูลของแต่ละตาราง
mysql > describe <ชื่อtable>;
การใส่ข้อมูลลงไปใน table
1. ใช้คำสั่ง load data จากไฟล์ที่เราเตรียมไว้ โดย default จะแบ่งเนื้อหาโดยใช้ tab แบบนี้จะมีปัญหาเรื่องการใช้ข้อมูลชนิด NULL ซึ่งใช้ \N แทน
mysql > load data local infile ‘natsu.txt’ into table pet;

2.INSERT ใส่ทีละข้อมูล เหมาะกับข้อมูลที่น้อยๆ ที่เราเพิ่มเติมเข้าไป เช่น
mysql > INSERT INTO pet VALUES (‘natsusencho’, ‘1992-03-25’, ‘M’);

3. *ทำ SQL script คือเตรียมไฟล์คำสั่ง sql ไว้แล้วนำมาทำการ source ทีเดวเช่น
ส่วนตัวแนะนำวิธีนี้เพราะเราเขียนทั้งหมดทีเดียวไม่ต้องมาใส่ทีละคำสั่ง นึกออกให้เสร็จที่เดียวแล้ว run ทีเดียวทั้งหมด
  ---- file natsu.sql ----
CREATE TABLE IF NOT EXISTS human (
       name   VARCHAR(20),
       birth DATE, 
sex CHAR(1) );
INSERT INTO human VALUES 
      ( 'NatsuSencho',   '1992-03-25', 'M'),
      ( 'Slime',   '1999-03-03', NULL ),
  ( ‘HeyFemale’ , ‘1993-12-25’ , ‘F’);
----- file natsu.sql -----
หลังจากสร้างเสร็จแล้วก้ลองใช้คำสั่ง
mysql > source natsu.sql;
ก็จะได้ตาราง world หน้าที่มีข้อมูล 3 ตัว
create table IF NOT EXISTS human
คำว่า IF NOT EXISTS หมายถึงการสร้าง table นี้ถ้ายังไม่มี table นี้ ถ้ามีแล้วก็ไม่ต้องสร้าง
มีสร้างก็ต้องมีลบ การลบ table ใช้คำสั่ง
mysql > DELETE FROM <ชื่อtable>;
หลังจากที่สร้างเป็นแล้วต้องสามารถแก้ไขข้อมูลได้
mysql > UPDATE <ชื่อtable> 
SET <ชื่อข้อมูล> = <ข้อมูลใหม่>
WHERE <เงื่อนไขอื่นๆ>;
เช่น UPDATE human SET name = ‘HeyGirl’ WHERE name = ‘HeyFemale’;
การสืบค้นข้อมูล หรือการดูข้อมูล
SELECT <สิ่งที่ต้องการ>
FROM   <ชื่อtable>
WHERE <เงื่อนไขอื่นๆ>
เช่นต้องการชื่อของข้อมูลในตาราง human ที่มีมีเพศชาย
SELECT name
FROM   human
WHERE sex = ‘M’; 
ต้องการดูข้อมูลทั้งหมดในตาราง human [* คือทั้งหมด]
SELECT *
FROM   human;
ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขนั้นเราสามารถใช้ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ตรรกะ มาช่วยได้เช่น
AND และ 
 OR หรือ
< น้อยกว่า 
 > มากกว่า
<= น้อยกว่าหรือเท่ากับ
>= มากกว่าหรือเท่ากับ
<> ไม่เท่ากับ
UNION การนำ 2 ตารางมาเชื่อมต่อกันตัดตัวซ้ำ
 UNION ALL การนำ 2 ตารางมาเชื่อมกันโดยไม่ตัดตัวซ้ำ
INTERSECT ข้อมูลที่ซ้ำกัน
DISTINCT คือการตัดตัวที่ซ้ำกันออก
เช่น SELECT DISTINCT sex
FROM   human;
ORDER BY เรียงลำดับข้อมูล การจัดกลุ่มข้อมูล
เรียงลำดับจากมากไปน้อย (descending order)
เช่น SELECT *
FROM   human
ORDER BY name;
เรียงลำดับจากน้อยไปมาก (descending order)
เช่น SELECT *
FROM   human
ORDER BY name DESC;
ถ้าต้องการมากกว่าอันนึงก็ย่อมได้
เช่น SELECT *
FROM   human
ORDER BY name , sex DESC ;
แบบนี้จะจัดตามชื่อแบบ ascending ก่อนแล้วจะมาจัดเพศแบบ descending ทีหลัง
การคำนวณเกี่ยวกับวันที่
ตัวแปร DATE เป็น string ที่มีการเก็บเป็นรูปแบบ YYYY-MM-DD ตัวแปรชนิด DATE สามารถนำมาเทียบค่ากันได้ในระดับ ASCII
CURDATE() จะเป็น function ที่ส่งค่าออกมาเป็นข้อมูลรูปแบบ DATE (YYYY-MM-DD)
YEAR(<ข้อมูลชนิดdate>) ส่งค่าออกมาเป็นข้อมูลรูปแบบของปี (YYYY)
MONTH(<ข้อมูลชนิดdate>) ส่งค่าออกมาเป็นข้อมูลรูปแบบของเดือน (MM)
DAY(<ข้อมูลชนิดdate>)  ส่งค่าออกมาเป็นข้อมูลรูปแบบของวัน (DD)
RIGHT(<ข้อมูลชนิดstring>, <จำนวนตัวเลข>) ส่งค่าออกมาจำนวนเท่ากับที่เราต้องการตัดออกมาจาก string นั้นๆ โดยเริ่มนับจากทางขวา
LEFT(<ข้อมูลชนิดstring>, <จำนวนตัวเลข>) ส่งค่าออกมาจำนวนเท่ากับที่เราต้องการตัดออกมาจาก string นั้นๆ โดยเริ่มนับจากทางซ้าย
ตัวอย่าง
ex1. ต้องการปีของวันปัจจุบัน YEAR( CURDATE() )
ex2. ต้องการเดือนและวันของปัจจุบัน RIGHT( CURDATE(),5 )
[5 ในที่นี้คือนับจากทางขวามือมา YYYY-MM-DD ก็จะได้ ​MM-DD มา]
การใช้ตัวแปร NULL ในเงื่อนไข
ใช้คำสั่ง xxx IS NOT NULL เช่นต้องการดูสิ่งมีชีิวิตที่ไม่มีเพศ
SELECT *
FROM   human
WHERE sex IS NOT NULL;
การตั้งชื่อเป็นชื่อที่เราต้องการ
หมายถึงเวลา select บางทีคนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจว่าคืออะไร เราจึงมีคำสั่ง AS ช่วย เช่น
SELECT name AS ‘NAME-SURNAME’
FROM   human;
COUNT การนับจำนวน + GROUP BY การจัดกลุ่ม
COUNT ใช้ในการนับจำนวนของตารางต่างๆ จะใช้คู่กับ GROUP BY ได้ดีเพราะจะช่วยในการจัดกลุ่มชุดข้อมูลได้ดีขึ้น
SELECT <อื่นๆ> COUNT(*)
FROM <ชื่อtable>
WHERE <เงื่อนไข>
GROUP BY <จัดกลุ่มโดยใช้อะไร>
เช่นต้องการนับจำนวนคนในแต่ละเพศ
SELECT sex , COUNT(*)
FROM   human
GROUP BY sex;
SET การกำหนดตัวแปร
SET @<ชื่อตัวแปร> = <ค่า>
เช่น  SET @A1 = ‘Natsu Sencho’;
SET @A2 = ‘1999-09-09’;
การใช้คำสั่ง JOIN
การ JOIN คือการนำตารางที่มีความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละฟิลมาเชื่อมโยงกัน
การ JOIN มี 2 แบบคือ
1. INNER JOIN
2. OUTER JOIN  |--- LEFT JOIN
|--- RIGHT JOIN
INNER JOIN
คือการ JOIN โดยไม่สนใจค่า NULL จะดูเพียงตัวที่เหมือนกันเท่านั้น
สมมติมีตาราง 2 อันชื่อ Ltable และ ​Rtable นำมา JOIN กันโดยมีข้อมูลที่ซ้ำกันคือ id
-- JOIN โดยใช้ ON
SELECT *
FROM Ltable INNER JOIN Rtable ON Ltable.id = Rtable.id;
-- หรือ JOIN โดยใช้ USING
SELECT *
FROM Ltable INNER JOIN Rtable USING (id);
กรณีพิเศษที่ตัวแปรหรือชื่อ Column ซ้ำกันก็สามาใช้ NATURAL JOIN ได้ อย่างในที่นี้เรารุ้ว่า id นั้นซ้ำกันเราก็ไม่ต้องใส่เงื่อนไขใดๆ แต่ใช้ Natural Join เข้ามาช่วยโดย
SELECT *
FROM Ltable NATURAL JOIN Rtable;
OUTER JOIN
  • LEFT JOIN
คือการ JOIN โดยใช้ตัวทางซ้ายเป็นหลักคือ จะแสดงตัวทางซ้ายทุกตัวและนำข้อมูลขวามาเชื่อม
SELECT *
FROM Ltable LEFT JOIN Rtable ON Ltable.id = Rtable.id;
  • RIGHT JOIN
คือการ JOIN โดยใช้ตัวทางขวาเป็นหลักคือ จะแสดงตัวทางขวาทุกตัวและนำข้อมูลขวามาเชื่อม
SELECT *
FROM Ltable RIGHT JOIN Rtable ON Ltable.id = Rtable.id;
นอกจากวิธีการ JOIN ยังมีวิธีที่เรียกว่า Cartesian Product ซึ่งไม่ได้อทิบายไว้ในทีนี้
ถ้ามีโอกาศจะนั่งทำตัวอย่างให้ดูให้เห็นได้ชัดกว่านี้นะครับ แต่ผมสรุปแบบคร่าวๆ ให้พอดู
รวมคำศัพท์คำสั่งที่เจอเพจนี้
CREATE สร้างdatabase, table
INSERT ใส่ข้อมูล
UPDATE อัพเดตข้อมูล
SELECT ต้องการจะดูอะไรบ้าง
FROM จากที่ไหน
WHERE เงื่อนไขอย่างไร
COUNT(*) นับจำนวนของฟิลข้อมูล
GROUP BY จัดกลุ่มข้อมูล
ORDER BY เรียงลำดับข้อมูลโดย
JOIN เชื่อมตาราง
DISTINCT ตัดตัวซ้ำ
AS ใช้คำใหม่ให้กระทัดรัดขึ้น
SET กำหนดตัวแปร
CURDATE() วันที่ปัจจุบัน
YEAR() ปี
MONTH() เดือน
DAY() วัน
RIGHT() ตัดคำจากทางขวา
LEFT() ตัดคำจากทางซ้าย
* ทั้งหมด

อ้างอิง : เอกสารประกอบการสอนวิชา Databases โดยอาจารย์จิระ 2012 มหาวิทยาลัยบูรพา

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

แก้ไข Thairefer Service Zone หายครับ


Credit: อ.บุญเยี่ยม (ถาม) ,อ.อดมโชค (ตอบ)

คำสั่ง อ.อุดมโชค สมหวัง รักในหลวง : update sysconfig set config = Null where ctrlcode="103"

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

ข้อแตกต่าง ระหว่าง GROUP BY และ DISTINCT

GROUP BY และ DISTINCT ใช้เพื่อเลือกข้อมูลที่เหมือนๆกัน ออกมาแสดงได้เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 แบบมีจุดประสงค์ต่างกัน คือ

DISTINCT ปกติเราจะใช้เพื่อเลือกเฉพาะข้อมูลที่ซ้ำกันที่ต้องการเท่านั้น ไม่สามารถแสดงข้อมูลอื่นๆได้ เช่น
SELECT  DISTINCT `sex` FROM  `user` query นี้จะให้ผลลัพท์ เป็นเพศของ user เช่น F หรือ M เท่านั้น แต่ไม่สามารถคืนค่าฟิลด์อื่นๆได้
SELECT  DISTINCT `sex`,`answer` FROM  `user` query นี้อาจคืนค่า sex ได้มากกว่า 1 รายการ เนื่องจากในรายการอื่นๆ answer อาจไม่ซ้ำกันก็ได้
ส่วน GROUP BY เราจะใช้เพื่อการจัดกลุ่มข้อมูลที่เหมือนๆกันตามลำดับที่กำหนดโดยชื่ฟิลด์หลัง GROUP BY และมันยังสามารถคืนค่า field อื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ด้วย เช่น
SELECT * FROM `user` GROUP BY `sex` query นี้ ให้ผลลัพท์เหมือนกับ DISTINCT ต่างกันที่สามารถคืนค่าของข้อมูลฟิลด์อื่นๆออกมาได้ด้วย (SELECT *)
SELECT * FROM `user` GROUP BY `sex`,`answer` query นี้จะคืนค่าของข้อมูลทุกๆฟิลด์ ที่มีเพศต่างกัน และ คำตอบต่างกัน โดย sql จะจัดการเลือกจัดกลุ่มเอาข้อมูลที่มีเพศเดียวกัน เอาไว้ก่อน แล้วจึงเลือกเอาเฉพาะข้อมูลที่มีคำตอบเหมือนๆกันมาแสดงอีกที
สรุป DISTINCT เหมาะสำหรับเลือกเอาข้อมูลที่ซ้ำๆกันเพียงฟิลด์ใดฟิลด์หนึงมาใช้งาน เช่นการเลือกเพศ มาใส่ Select เป็นต้น ส่วน GROUP BY เรามักจะใช้ร่วมกับ query ที่ซับซ้อนกว่าเพื่อเลือกเอาข้อมูลที่ต้องการมาแสดงผล นอกจากนี้ GROUP BY ยังสามารถใช้ร่วมกับ HAVING เพื่อจำกัดข้อมูลที่ต้องการได้อีกด้วย